ดนตรีสากลเ ป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เริ่มจากการที่ชาวยุโรปมีการบันทึกทำนองเพลงที่เป็นแบบแผนเดียวกันโดยใช้สัญลักษณะที่เรียกว่า โน้ตสากล และใช้กับเครื่องดนตรีสากลที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
ประวัติความเป็นมาของดนตรีสากล
ดนตรีสากลเป็นดนตรีประเภทหนึ่งที่ชาวตะวันตกได้นำมาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก จึงทำให้ชนหลายชาติหลายภาษาสามารถเล่นดนตรีสากลได้เครื่องดนตรีสากลที่ใช้กันในชนชาติต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ชนิดเดียวกัน มีการบันทึกทำนองเพลงโดยใช้สัญลักษณ์เดียวกัน ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้บันทึกทำนองเพลงเรียกว่า โน้ตสากล โน้ตสากลใช้เพื่อบันทึกทำนองเพลงเพื่อกันลืมและเป็นการกำหนดทำนองเพลงว่าจะใช้เสียงสั้นยาวเพียงใด หรือเน้นเสียงหนักเบาตรงช่วงใดนอกจากนี้โน้ตสากลยังมีความหมายอื่น ๆ อีกมากมายรูปแบบของดนตรีสากลในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะแตกต่างกันออกไป ดนตรีสากลได้พัฒนาทั้งรูปแบบของเพลงและเครื่องดนตรีมาสู่ยุคปัจจุบันเป็นที่นิยมทั่วโลก
วงดนตรีสากล
วงซิมโฟนี (Symphony Orchestra)
เป็นวงดนตรีสากลขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีสากล 4 กลุ่ม ประเภทของเครื่องดนตรีสากล ได้แก่ กลุ่มเครื่องสาย กลุ่มเครื่องเป่าทองเหลือง เครื่องเป่าลมไม้ และเครื่องตีประกอบจังหวะ วงดนตรีลักษณะนี้จะมีผู้อำนวยเพลงซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการบรรเลง จะนั่งหรือยืนบรรเลงตามลักษณะของเครื่องดนตรี
วงสติรงคอมโบ (String Combo)
เป็นวงดนตรีขนาดเล็กประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีประมาณ 4 – 5 ชิ้น กล่าวคือ มีกีตาร์ลีด กีตาร์เบส ออร์แกนหรือคีย์บอร์ด และกลองชุด เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ของวัยรุ่นที่นิยมเล่นเพลงป๊อปทั่ว ๆ ไป
วงโยธวาทิต (Military Band)
เป็นวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรี 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ เครื่องเป่าลมไม้ เครื่องเป่าทองเหลือง และเครื่องประกอบจังหวะ นิยมใช้เดินขบวนสวนสนาม และบรรเลงประกอบพิธีการต่าง ๆ ตามโอกาส ต== จังหวะสากล วอลท์, รุมบ้า, ร็อก, ดิสโก้, ชะชะช่า
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ประวัติบาสเกตบอล
บาสเกตบอล (อังกฤษ: basketball) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ทีม แต่ละทีมประกอบด้วยผู้เล่น 5 คนพยายามทำคะแนนโดยการโยนลูกเข้าห่วงหรือตะกร้า (basket) ภายใต้กติกาการเล่นมาตรฐาน
ตั้งแต่ที่คิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1891) โดยเจมส์ เนสมิท[1] บาสเกตบอลได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นกีฬาสากล กีฬานี้มีจุดเริ่มต้นจากในวายเอ็มซีเอ ลีกที่เกิดขึ้นในสมัยแรก ๆ เป็นระดับมหาวิทยาลัย ต่อมากลายเป็นกีฬาอาชีพ[ต้องการอ้างอิง] มีการจัดตั้งลีกเอ็นบีเอ (National Basketball Association, NBA) และเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกเมื่อ พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) ถึงแม้ว่าในระยะแรกยังเป็นกีฬาที่เล่นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กีฬาชนิดนี้แพร่ขยายไปสู่ระดับสากลด้วยความรวดเร็ว ปัจจุบันมีนักกีฬาและทีมที่มีชื่อเสียงตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก
บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่เล่นในร่มเป็นหลัก สนามที่ใช้เล่นมีขนาดค่อนข้างเล็ก คะแนนจะได้จากการโยนลูกเข้าห่วงจากด้านบน (ชู้ต, shoot) ทีมที่มีคะแนนมากกว่าในตอนจบเกมจะเป็นฝ่ายชนะ สามารถนำพาลูกโดยการกระเด้งกับพื้น (เลี้ยงลูก, dribble) หรือส่งลูกกันระหว่างเพื่อนร่วมทีม เกมจะห้ามการกระทบกระแทกที่ทำให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ (ฟาวล์, foul) และมีกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการครองบอล
เกมบาสเกตบอลมีการพัฒนาเทคนิคการเล่นต่าง ๆ เช่น การชู้ต การส่ง และ การเลี้ยงลูก รวมไปถึงตำแหน่งผู้เล่น (ซึ่งตามกฎแล้วไม่จำเป็นต้องมี) และตำแหน่งการยืนในเกมรุกและเกมรับ ผู้เล่นที่ตัวสูงถือเป็นข้อได้เปรียบ ถึงแม้ว่าในการเล่นแข่งขันจะควบคุมโดยกฎกติกา การเล่นรูปแบบอื่น ๆ สำหรับเล่นผ่อนคลายก็มีการคิดขึ้น บาสเกตบอลยังเป็นกีฬาที่คนนิยมดูอีกด้วย
ประวัติ
ยุคแรกของบาสเกตบอล
สนามบาสเกตบอลแห่งแรก ที่วิทยาลัยสปริงฟิลด์
ความพิเศษอย่างหนึ่งของบาสเกตบอล คือถูกคิดขึ้นโดยคนเพียงคนเดียว ต่างจากกีฬาส่วนใหญ่ที่วิวัฒนาการมาจากกีฬาอีกชนิด ช่วงต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2434 ดร. เจมส์ ไนสมิท ครูสอนพละศึกษาชาวอเมริกันที่เกิดในแคนาดา และเป็นผู้ดูแลสถานที่ของวิทยาลัยแห่งหนึ่งของสมาคมวายเอ็มซีเอ (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยสปริงฟิลด์) ในเมืองสปริงฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ค้นหาเกมในร่มที่ช่วยให้คนมีกิจกรรมทำระหว่างฤดูหนาวในแถบนิวอิงแลนด์ ว่ากันว่า หลังจากเขาไตร่ตรองหากิจกรรมที่ไม่รุนแรงเกินไปและเหมาะสมกับโรงยิม เขาเขียนกฎพื้นฐานและตอกตะปูติดตะกร้าใส่ลูกพีชเข้ากับผนังโรงยิม เกมแรกที่เล่นเป็นทางการเล่นในโรงยิมวายเอ็มซีเอในเดือนถัดมา คือเมื่อ 20 มกราคม พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1891) ในสมัยนั้น เล่นโดยใช้ผู้เล่นเก้าคน สนามที่ใช้ก็มีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของสนามเอ็นบีเอในปัจจุบัน ชื่อ บาสเกตบอล เป็นชื่อที่เสนอโดยนักเรียนคนหนึ่ง และก็เป็นชื่อที่นิยมมาตั้งแต่ตอนต้น เกมแพร่ขยายไปยังวายเอ็มซีเอที่อื่นทั่วสหรัฐอเมริกา ไม่นานนักก็มีเล่นกันทั่วประเทศ
แต่ที่น่าสนใจคือ ถึงแม้ว่าวายเอ็มซีเอจะเป็นผู้ที่พัฒนาและเผยแพร่เกมในตอนแรก ภายในหนึ่งทศวรรษสมาคมก็ไม่สนับสนุนกีฬานี้อีก เนื่องจากการเล่นที่รุนแรงและผู้ชมที่ไม่สุภาพ สมาคมกีฬาสมัครเล่นอื่นๆ มหาวิทยาลัย และทีมอาชีพก็เข้ามาแทนที่ ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สหภาพการกีฬาสมัครเล่น (Amateur Athletic Union) และ สมาคมการแข่งขันกีฬาระหว่างวิทยาลัย (Intercollegiate Athletic Association) (ซึ่งปัจจุบันคือเอ็นซีดับเบิลเอ, NCAA) ได้แข่งกันเพื่อจะเป็นผู้กำหนดกติกาของเกม
เดิมนั้นการเล่นบาสเกตบอลจะใช้ลูกฟุตบอล ลูกบอลที่ทำขึ้นสำหรับบาสเกตบอลโดยเฉพาะในตอนแรกมีสีน้ำตาล ช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1950 จึงเปลี่ยนมาใช้ลูกสีส้มเพื่อให้ผู้เล่นและผู้ชมมองเห็นลูกได้ง่ายขึ้น และก็ใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ริเริ่มใช้ลูกบาสเกตบอลสีส้มคือนาย โทนี ฮิงเคิล (Tony Hinkle) โค้ชมหาวิทยาลัยบัตเลอร์ (Butler University)
ตั้งแต่ที่คิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1891) โดยเจมส์ เนสมิท[1] บาสเกตบอลได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นกีฬาสากล กีฬานี้มีจุดเริ่มต้นจากในวายเอ็มซีเอ ลีกที่เกิดขึ้นในสมัยแรก ๆ เป็นระดับมหาวิทยาลัย ต่อมากลายเป็นกีฬาอาชีพ[ต้องการอ้างอิง] มีการจัดตั้งลีกเอ็นบีเอ (National Basketball Association, NBA) และเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกเมื่อ พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) ถึงแม้ว่าในระยะแรกยังเป็นกีฬาที่เล่นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กีฬาชนิดนี้แพร่ขยายไปสู่ระดับสากลด้วยความรวดเร็ว ปัจจุบันมีนักกีฬาและทีมที่มีชื่อเสียงตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลก
บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่เล่นในร่มเป็นหลัก สนามที่ใช้เล่นมีขนาดค่อนข้างเล็ก คะแนนจะได้จากการโยนลูกเข้าห่วงจากด้านบน (ชู้ต, shoot) ทีมที่มีคะแนนมากกว่าในตอนจบเกมจะเป็นฝ่ายชนะ สามารถนำพาลูกโดยการกระเด้งกับพื้น (เลี้ยงลูก, dribble) หรือส่งลูกกันระหว่างเพื่อนร่วมทีม เกมจะห้ามการกระทบกระแทกที่ทำให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ (ฟาวล์, foul) และมีกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการครองบอล
เกมบาสเกตบอลมีการพัฒนาเทคนิคการเล่นต่าง ๆ เช่น การชู้ต การส่ง และ การเลี้ยงลูก รวมไปถึงตำแหน่งผู้เล่น (ซึ่งตามกฎแล้วไม่จำเป็นต้องมี) และตำแหน่งการยืนในเกมรุกและเกมรับ ผู้เล่นที่ตัวสูงถือเป็นข้อได้เปรียบ ถึงแม้ว่าในการเล่นแข่งขันจะควบคุมโดยกฎกติกา การเล่นรูปแบบอื่น ๆ สำหรับเล่นผ่อนคลายก็มีการคิดขึ้น บาสเกตบอลยังเป็นกีฬาที่คนนิยมดูอีกด้วย
ประวัติ
ยุคแรกของบาสเกตบอล
สนามบาสเกตบอลแห่งแรก ที่วิทยาลัยสปริงฟิลด์
ความพิเศษอย่างหนึ่งของบาสเกตบอล คือถูกคิดขึ้นโดยคนเพียงคนเดียว ต่างจากกีฬาส่วนใหญ่ที่วิวัฒนาการมาจากกีฬาอีกชนิด ช่วงต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2434 ดร. เจมส์ ไนสมิท ครูสอนพละศึกษาชาวอเมริกันที่เกิดในแคนาดา และเป็นผู้ดูแลสถานที่ของวิทยาลัยแห่งหนึ่งของสมาคมวายเอ็มซีเอ (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยสปริงฟิลด์) ในเมืองสปริงฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ค้นหาเกมในร่มที่ช่วยให้คนมีกิจกรรมทำระหว่างฤดูหนาวในแถบนิวอิงแลนด์ ว่ากันว่า หลังจากเขาไตร่ตรองหากิจกรรมที่ไม่รุนแรงเกินไปและเหมาะสมกับโรงยิม เขาเขียนกฎพื้นฐานและตอกตะปูติดตะกร้าใส่ลูกพีชเข้ากับผนังโรงยิม เกมแรกที่เล่นเป็นทางการเล่นในโรงยิมวายเอ็มซีเอในเดือนถัดมา คือเมื่อ 20 มกราคม พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1891) ในสมัยนั้น เล่นโดยใช้ผู้เล่นเก้าคน สนามที่ใช้ก็มีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของสนามเอ็นบีเอในปัจจุบัน ชื่อ บาสเกตบอล เป็นชื่อที่เสนอโดยนักเรียนคนหนึ่ง และก็เป็นชื่อที่นิยมมาตั้งแต่ตอนต้น เกมแพร่ขยายไปยังวายเอ็มซีเอที่อื่นทั่วสหรัฐอเมริกา ไม่นานนักก็มีเล่นกันทั่วประเทศ
แต่ที่น่าสนใจคือ ถึงแม้ว่าวายเอ็มซีเอจะเป็นผู้ที่พัฒนาและเผยแพร่เกมในตอนแรก ภายในหนึ่งทศวรรษสมาคมก็ไม่สนับสนุนกีฬานี้อีก เนื่องจากการเล่นที่รุนแรงและผู้ชมที่ไม่สุภาพ สมาคมกีฬาสมัครเล่นอื่นๆ มหาวิทยาลัย และทีมอาชีพก็เข้ามาแทนที่ ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สหภาพการกีฬาสมัครเล่น (Amateur Athletic Union) และ สมาคมการแข่งขันกีฬาระหว่างวิทยาลัย (Intercollegiate Athletic Association) (ซึ่งปัจจุบันคือเอ็นซีดับเบิลเอ, NCAA) ได้แข่งกันเพื่อจะเป็นผู้กำหนดกติกาของเกม
เดิมนั้นการเล่นบาสเกตบอลจะใช้ลูกฟุตบอล ลูกบอลที่ทำขึ้นสำหรับบาสเกตบอลโดยเฉพาะในตอนแรกมีสีน้ำตาล ช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1950 จึงเปลี่ยนมาใช้ลูกสีส้มเพื่อให้ผู้เล่นและผู้ชมมองเห็นลูกได้ง่ายขึ้น และก็ใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ริเริ่มใช้ลูกบาสเกตบอลสีส้มคือนาย โทนี ฮิงเคิล (Tony Hinkle) โค้ชมหาวิทยาลัยบัตเลอร์ (Butler University)
ประวัติตะกร้อ
ประวัติตะกร้อ ที่มาที่ไป กีฬาตะกร้อ
ในการค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดการกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่ากีฬาตะกร้อนั้นกำเนิดจากที่ใด
จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้
ประเทศพม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 พม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น ก็เลยเล่นกีฬาตะกร้อกัน ซึ่งทางพม่าเรียกว่า “ชิงลง”
ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้า
ทางฟิลิปปินส์ ก็นิยมเล่นกันมานานแล้วแต่เรียกว่า Sipak
ทางประเทศจีนก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะศึกษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้นำการเล่นตะกร้อขนไก่นี้ไปเผยแพร่ แต่เรียกว่าเตกโก (Tek K’au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่
ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีเอาหางไก่ฟ้าปัก
ประเทศไทยก็นิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และประยุกต์จนเข้ากับประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด
ประวัติ ในประเทศไทย
ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยการนำเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2 ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้
โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมนำเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า , หนังสัตว์ , หวาย , จนถึงประเภทสังเคราะห์ ( พลาสติก )
ความหมาย คำว่าตะกร้อ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ . ศ . 2525 ได้ให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า ” ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา สำหรับเตะ “
วิวัฒนาการการเล่น
การเล่นตะกร้อได้มีวิวัฒนาการในการเล่นมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยแรกๆ ก็เป็นเพียงการช่วยกันเตะลูกไม่ให้ตกถึงพื้นต่อมาเมื่อเกิดความชำนาญและหลีกหนีความจำเจ ก็คงมีการเริ่มเล่นด้วยศีรษะ เข่า ศอก ไหล่ มีการจัดเพิ่มท่าให้ยากและสวยงามขึ้นตามลำดับ จากนั้นก็ตกลงวางกติกาการเล่นโดยเอื้ออำนวยต่อผู้เล่นเป็นส่วนรวม อาจแตกต่างไปตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ แต่คงมีความใกล้เคียงกันมากพอสมควร
ตะกร้อนั้นมีมากมายหลายประเภท เช่น
- ตะกร้อข้ามตาข่าย – ตะกร้อลอดบ่วง – ตะกร้อพลิกแพลงเป็นต้น
เมื่อมีการวางกติกาและท่าทางในการเล่นอย่างลงตัวแล้วก็เริ่มมีการแข่งขันกันเกิดขึ้นในประเทศไทยตาม
ประวัติของการกีฬาตะกร้อตั้งแต่อดีตที่ได้บันทึกไว้ดังนี้
พ . ศ . 2472 กีฬาตะกร้อเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกภายในสมาคมกีฬาสยาม
พ . ศ . 2476 สมาคมกีฬาสยามประชุมจัดร่างกติกาในการแข่งขันกีฬาตะกร้อข้ามตาข่ายและเปิดให้มีการแข่งขันในประเภทประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรก
พ . ศ . 2479 ทางการศึกษาได้มีการเผยแพร่จัดฝึกทักษะในโรงเรียนมัธยมชายและเปิดให้มีแข่งขันด้วย
พ . ศ . 2480 ได้มีการประชุมจัดทำแก้ไขร่างกฎระเบียบให้สมบูรณ์ขึ้น โดยอยู่ในความควบคุมดูแลของ เจ้าพระยาจินดารักษ์ และกรมพลศึกษาก็ได้ออกประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ
พ . ศ . 2502 มีการจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 ขึ้นที่กรุงเทพฯ มีการเชิญนักตะกร้อชาวพม่ามาแสดงความสามารถในการเล่นตะกร้อพลิกแพลง
พ . ศ . 2504 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 2 ประเทศพม่าได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน นักตะกร้อของไทยก็ได้ไปร่วมแสดงโชว์การเตะตะกร้อแบบพลิกแพลงด้วย
พ . ศ . 2508 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ได้มีการบรรจุการเตะตะกร้อ 3 ประเภท เข้าไว้ในการแข่งขันด้วยก็คือ
- ตะกร้อวง – ตะกร้อข้ามตาข่าย – ตะกร้อลอดบ่วง
อีกทั้งมีการจัดประชุมวางแนวทางด้านกติกาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อสะดวกในการเล่นและการเข้าใจของผู้ชมในส่วนรวมอีกด้วย
พอเสร็จสิ้นกีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 กีฬาตะกร้อได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก บทบาทของประเทศมาเลเซียก็เริ่มมีมากขึ้น จากการได้เข้าร่วมในการประชุมตั้งกฎกติกากีฬาตะกร้อประเภทข้ามตาข่าย หรือที่เรียกว่า ” เซปักตะกร้อ ” และส่งผลให้กีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย ได้รับการบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 จนถึงปัจจุบัน
ในการค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดการกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่ากีฬาตะกร้อนั้นกำเนิดจากที่ใด
จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้
ประเทศพม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 พม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น ก็เลยเล่นกีฬาตะกร้อกัน ซึ่งทางพม่าเรียกว่า “ชิงลง”
ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้า
ทางฟิลิปปินส์ ก็นิยมเล่นกันมานานแล้วแต่เรียกว่า Sipak
ทางประเทศจีนก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะศึกษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้นำการเล่นตะกร้อขนไก่นี้ไปเผยแพร่ แต่เรียกว่าเตกโก (Tek K’au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่
ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีเอาหางไก่ฟ้าปัก
ประเทศไทยก็นิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และประยุกต์จนเข้ากับประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด
ประวัติ ในประเทศไทย
ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยการนำเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2 ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้
โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมนำเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า , หนังสัตว์ , หวาย , จนถึงประเภทสังเคราะห์ ( พลาสติก )
ความหมาย คำว่าตะกร้อ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ . ศ . 2525 ได้ให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า ” ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา สำหรับเตะ “
วิวัฒนาการการเล่น
การเล่นตะกร้อได้มีวิวัฒนาการในการเล่นมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยแรกๆ ก็เป็นเพียงการช่วยกันเตะลูกไม่ให้ตกถึงพื้นต่อมาเมื่อเกิดความชำนาญและหลีกหนีความจำเจ ก็คงมีการเริ่มเล่นด้วยศีรษะ เข่า ศอก ไหล่ มีการจัดเพิ่มท่าให้ยากและสวยงามขึ้นตามลำดับ จากนั้นก็ตกลงวางกติกาการเล่นโดยเอื้ออำนวยต่อผู้เล่นเป็นส่วนรวม อาจแตกต่างไปตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ แต่คงมีความใกล้เคียงกันมากพอสมควร
ตะกร้อนั้นมีมากมายหลายประเภท เช่น
- ตะกร้อข้ามตาข่าย – ตะกร้อลอดบ่วง – ตะกร้อพลิกแพลงเป็นต้น
เมื่อมีการวางกติกาและท่าทางในการเล่นอย่างลงตัวแล้วก็เริ่มมีการแข่งขันกันเกิดขึ้นในประเทศไทยตาม
ประวัติของการกีฬาตะกร้อตั้งแต่อดีตที่ได้บันทึกไว้ดังนี้
พ . ศ . 2472 กีฬาตะกร้อเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกภายในสมาคมกีฬาสยาม
พ . ศ . 2476 สมาคมกีฬาสยามประชุมจัดร่างกติกาในการแข่งขันกีฬาตะกร้อข้ามตาข่ายและเปิดให้มีการแข่งขันในประเภทประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรก
พ . ศ . 2479 ทางการศึกษาได้มีการเผยแพร่จัดฝึกทักษะในโรงเรียนมัธยมชายและเปิดให้มีแข่งขันด้วย
พ . ศ . 2480 ได้มีการประชุมจัดทำแก้ไขร่างกฎระเบียบให้สมบูรณ์ขึ้น โดยอยู่ในความควบคุมดูแลของ เจ้าพระยาจินดารักษ์ และกรมพลศึกษาก็ได้ออกประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ
พ . ศ . 2502 มีการจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 ขึ้นที่กรุงเทพฯ มีการเชิญนักตะกร้อชาวพม่ามาแสดงความสามารถในการเล่นตะกร้อพลิกแพลง
พ . ศ . 2504 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 2 ประเทศพม่าได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน นักตะกร้อของไทยก็ได้ไปร่วมแสดงโชว์การเตะตะกร้อแบบพลิกแพลงด้วย
พ . ศ . 2508 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ได้มีการบรรจุการเตะตะกร้อ 3 ประเภท เข้าไว้ในการแข่งขันด้วยก็คือ
- ตะกร้อวง – ตะกร้อข้ามตาข่าย – ตะกร้อลอดบ่วง
อีกทั้งมีการจัดประชุมวางแนวทางด้านกติกาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อสะดวกในการเล่นและการเข้าใจของผู้ชมในส่วนรวมอีกด้วย
พอเสร็จสิ้นกีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 กีฬาตะกร้อได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก บทบาทของประเทศมาเลเซียก็เริ่มมีมากขึ้น จากการได้เข้าร่วมในการประชุมตั้งกฎกติกากีฬาตะกร้อประเภทข้ามตาข่าย หรือที่เรียกว่า ” เซปักตะกร้อ ” และส่งผลให้กีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย ได้รับการบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 จนถึงปัจจุบัน
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ประวิติโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยปทุมธานี
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี เป็นโรงเรียนในโครงการเฉลิมพระเกียรติ ในกลุ่มโรงเรียน 9 นวมินทราชินูทิศ และเป็นโรงเรียนในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัย แห่งที่ 4 เมื่อวันที่ 12-13 ตุลาคม พ.ศ. 2534 กรมสามัญศึกษาได้พิจารณาดำเนินการรับที่ดินไว้จัดตั้งเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในปี พ.ศ. 2535 กรมสามัญศึกษาได้มอบหมายให้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นผู้ประสานงานจัดตั้งโรงเรียนในโครงการ 1 ใน 9 โรงเรียน โดยใช้ที่ดินบริจาคของคุณสมหมาย แก้วสวัสดิ์ในโครงการวิคตอเรียปาร์ค จำนวน 20 ไร่ และใช้ชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี"โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ประกาศจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2535 โดยเป็นโรงเรียน 1 ใน 9 โรงเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งเพื่อเฉลิมพระเกียรติในมหามงคลสมัยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมมายุ 60 พรรษา ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถว่า "นวมินทราชินูทิศ" และโดยที่กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้อยู่ในความดูแลของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในระยะเริ่มแรก กระทรวงศึกษาธิการจึงให้เติมต่อท้ายชื่อ ว่า "โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี" และได้รับมอบหมายให้นายผจง อุบลเลิศ ครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในขณะนั้นเป็นผู้ประสานการจัดตั้งและดูแล โดยต่อมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานีคนแรก
ปัจจุบัน โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 2 กระทรวงศึกษาธิการ มีผู้บริหารสถานศึกษามาแล้ว 7 คน เปิดทำการสอนช่วงชั้นที่ 3 - 4 (ม.1 - 6)
ประวัติ
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี เป็น 1 ใน 9 แห่งของกลุ่มโรงเรียน 9 นวมินทราชินูทิศ ซึ่งสถาปนาขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้สถาปนาโรงเรียนในโครงการเฉลิมพระเกียรติขึ้นจำนวน 9 แห่ง โดยโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2535 บนพื้นที่ 20 ไร่ บริเวณโครงการวิคตอเรียปาร์ค ซึ่งได้รับการบริจาคจากคุณสมหมาย แก้วสวัสดิ์ การก่อตั้งโรงเรียนในระยะแรกนั้น กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นผู้ประสานงานการจัดตั้งโรงเรียน ดังนั้น จึงใช้ชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี" ต่อมา เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถว่า "นวมินทราชินูทิศ" แล้ว จึงเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น "โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาลวิทยาลัย ปทุมธานี
โดยมีสีโรงเรียนเป็นสีชมพูและฟ้า
- สีชมพู หมายถึง สีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตรงกับวันอังคาร
- สีฟ้า หมายถึง สีประจำวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถซึ่งตรงกับวันศุกร์
ความหมายของชื่อโรงเรียน
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ พร้อมกันนี้ พระองค์ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อโรงเรียนมัธยมศึกษาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถของกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ว่า "โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ"และเนื่องจากในระยะเริ่มต้นของการก่อตั้งโรงเรียนนั้น กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นผู้ประสานงานการจัดตั้งโรงเรียน ดังนั้น โรงเรียนนวมินทราชินูทิศแห่งนี้ จึงลงท้ายชื่อโรงเรียนว่า "สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี" โดยความหมายของชื่อโรงเรียนนั้น สามารถแยกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
นวมินทราชินูทิศ ซึ่งเกิดจากการสนธิของคำต่าง ๆ ดังนี้
- นวม แปลว่า ลำดับที่เก้า
- อินทร์ แปลว่า ผู้เป็นใหญ่
- ราชินี แปลว่า พระมเหสี
- อุทิศ แปลว่า ทำเพื่อ หรือ สละให้อย่างเจาะจง
- สวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นนามของโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนหลวงของรัฐแห่งแรกในประเทศไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- ปทุมธานี เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียน
สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน
มงกุฎขัตติยราชนารี เครื่องหมายประจำโรงเรียน
มงกุฎขัตติยราชนารี คือ พระมหาพิชัยมงกุฏประดับพระนามาภิไธยย่อ ส.ก. ถือเป็นพระราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้นำมงกุฎขัตติยราชนารีมาใช้เป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียน [2]
ตราประจำโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นตราประจำโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และ กลุ่มโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นตราหลักประจำโรงเรียน
หลวงพ่อสวนกุหลาบ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง พระราชทานเป้นพระพุทธรูปประจำโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร เมื่อครั้งเป็นโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระมหากรุณาธิคุณให้ตั้งชื่อเป็นครั้งที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2424 เข้าใจว่าเมื่อโรงเรียนย้ายออกมาตั้งภายนอก พระบรมมหาราชวัง หลวงพ่อสวนกุหลาบคงได้เป็นพระพุทธรูปประจำโรงเรียนต่อมา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ในฐานะโรงเรียนน้องได้นึดถือให้ความเคารพบูชาหลวงพ่อสวนกุหลาบ เช่นเดียวกับโรงเรียนพี่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ด้วยโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจึงพร้อมใจกันสร้างและประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์นี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ปรากฏแผ่ไพศาล ตราบกาลนาน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พุทธศักราช 2549
อินทนิลน้ำ คือ ต้นไม้ประจำโรงเรียน
LOVE SKP
สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก
สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า...รัก เป็นภาพยนตร์ไทย ออกฉายวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553 จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล / เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ กำกับโดย พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร และ วศิน ปกป้อง นำแสดงโดย มาริโอ้ เมาเร่อ, พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, ตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน, พีรวัชร์ เหราบัตย์, พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์, อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล และ กชามาศ พรหมสาขา ณ สกลนคร
เรื่องย่อ
น้ำ สาวน้อย ม.1 วัย 14 หน้าตาธรรมดา ๆ และไม่สวย แต่เธอไปแอบชอบ พี่โชน พี่ม.4 ที่หล่อ เท่ ที่สุดในโรงเรียน แล้วแถมยังใจดีอีกตะหาก ทำให้น้ำมีคู่แข่งเป็นสาว ๆ ทั้งม.ต้นและม.ปลาย ที่มีแต่คนสวย ๆ เต็มไปหมด แต่น้ำไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอพยายามลุยทำทุกอย่าง สู้ทุกรูปแบบเพื่อที่จะเก่งและสวย แล้วเด่นขึ้นในโรงเรียนให้ได้ เพราะแอบหวังในใจเล็ก ๆ ว่าถ้าทำสำเร็จพี่โชนอาจจะหันมามองเธอซักครั้ง
น้ำทำตั้งแต่เอามะขามเปียกมาขัดผิว สมัครเป็นนางรำแม้จะถูกคัดออก หัดเป่าคาริเน็ตแล้วสมัครเข้าวงโยธวาทิตเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ ๆ พี่โชน ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อน ๆ แก๊งหน้าแย่ ในที่สุดน้ำก็ได้เป็นดรัมเมเยอร์มือหนึ่งของโรงเรียน จนตอนที่เรียนอยู่ ม.3 เธอได้เป็นดาวของโรงเรียน น้ำตกเป็นเป้าสายตาของหนุ่ม ๆ ทั้งโรงเรียน มีคนเข้ามาจีบเป็นสิบ ๆ คน ยกเว้น โชน คนที่เธอรอคอยอยู่คนเดียว
แล้วเรื่องราวความรักของน้ำจะเป็นอย่างไร โชนจะหันมาสนใจเธอมั้ย สุดท้ายแล้วความรัก ความฝัน กับความเป็นจริง จะได้พบกันเมื่อไหร่ เวลาคงเป็นคำตอบของทุกอย่างเอง
การตอบรับ
พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ และ มาริโอ้ เมาเร่อ ในงานรวมพลคนรักภาพยนตร์ สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก
ภาพยนตร์เปิดตัว 4 วันแรกด้วยรายได้ 18.5 ล้านบาทออกฉาย 11 วันทำรายได้รวม 40.5 ล้านบาท ในสุดสัปดาห์ที่ 3 รายได้ของภาพยนตร์ยังทำได้ดี จากการพูดแบบปากต่อปากในกลุ่ม คนดูสังคมออนไลน์และเว็บบอร์ด เก็บเงินได้ถึง 10.2 ล้านบาท ส่วนในสุดสัปดาห์ที่ 4 ทำเงินได้อีก 6 ล้านบาทภาพยนตร์ทำรายได้รวม 80 ล้านบาท เป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของปี พ.ศ. 2553 รองจากเรื่อง กวน มึน โฮ
จากผลการสำรวจของเอแบคโพล ในหัวข้อ "ที่สุดแห่งปี 2553 ด้านบันเทิง" ภาพยนตร์เรื่อง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า...รัก ติดอันดับ 1 ของภาพยนตร์ไทย ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2553 ด้วยคะแนนร้อยละ 19.2 ภาพยนตร์ชุดนี้ยังได้รับการตอบรับอย่างดีจากประเทศจีน โดยมีแผนจัดฉายที่โรงภาพยนตร์ถึง 6,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่ได้รับการตอบรับจากประเทศจีนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ตัวละครและนักแสดง
นักแสดงหลัก
- มาริโอ้ เมาเร่อ รับบทเป็น โชน
- พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ รับบทเป็น น้ำ
- สุดารัตน์ บุตรพรม รับบทเป็น ครูอิน
- พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ รับบทเป็น ครูอร
- พีรวัชร์ เหราบัตย์ รับบทเป็น ครูพล
- อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล รับบทเป็น ท๊อป
- ปวีณา โรจน์จินดางาม รับบทเป็น เชียร์
- นิสา บุญสันเทียะ รับบทเป็น กี้
- ศศิประภา ธนุชาวิวัฒน์ รับบทเป็น นิ่ม
- กชามาศ พรหมสาขา ณ สกลนคร รับบทเป็น ปิ่น
- ณัฐพัชร์ อรุณศิริสกุล รับบทเป็น เอก
นักแสดงประกอบและรับเชิญ
- มณีรัตน์ วงศ์จีระศักดิ์ รับบทเป็น แม่ของน้ำ
- พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง รับบทเป็น พ่อของน้ำ
- พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร รับบทเป็น พ่อของโชน
- ฟร้อนท์ มอนท์โกเมอรี่ รับบทเป็น แม่ของโชน
- จาตุรงค์ พลบูรณ์ รับบทเป็น ลุงช้าง
- ญดา โชติชูตระกูล รับบทเป็น พิธีกรรายการ
- เหลือเฟือ ม๊กจ๊ก รับบทเป็น อาแป๊ะ
- นรีกานต์ อาคิลเลส รับบทเป็น แม่ของเชียร์
- วศิน ปกป้อง รับบทเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน
- กัจนฐานียา ศรีโรจน์วัฒนะ รับบทเป็น แป้ง (เด็ก)
- ญาณิกา ทองประยูร รับบทเป็น เฟย์
- อดินันท์ ศิริพันธ์ รับบทเป็น ก๋อย
- อมรภัทร เสริมทรัพย์ รับบทเป็น ฝัน
- พรวิภา วัชรการุณย์ รับบทเป็น ดรัมเมเยอร์1
- เอมมิกา มานะลอ รับบทเป็น ดรัมเมเยอร์2
- ธนาภรณ์ ภีระบรรณ์ รับบทเป็น เจน
- รัฐบาล วิทวัส รับบทเป็น พี่เคน
- ธิติณัฏฐ์ ปรีติพานิจวิภา รับบทเป็น ดิ่ง
- เกษม รัตนก้านตรง รับบทเป็น โล้
- ศุภสิน ลีลาฤทธิ์ รับบทเป็น เลขาสมาคมบางกอกกลาส
- สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ รับบทเป็น โค้ชทีมบางกอกกลาส
- กฤต เลิศเศรษฐการ รับบทเป็น ครูพละคนใหม่
- อรวรรณ ดันกิติบุตร รับบทเป็น ครูสอนเลข
- หลุยส์ เชิญยิ้ม รับบทเป็น ครูปกครอง
- ธนันพัชญ์ ศรีเจริญจิตร์ รับบทเป็น แบม
- ชนิกา ประยูรวงศ์ รับบทเป็น เพื่อนโชน1
- สันติ เอี่ยมกิจ รับบทเป็น เพื่อนโชน2
- นันทวัฒน์ สกุลวรกานต์ รับบทเป็น เพื่อนโชน3
- เมธาวัฒน์ ธิตินวทรัพย์ รับบทเป็น เพื่อนโชน4
- ชวาล ฮือจีนฮักกี้ รับบทเป็น เจมส์
นกแก้วแอฟริกันเกรย์
“แอฟริกันเกรย์” นกแก้วช่างพูดที่คนในวงการต่างยอมรับว่าเป็นนกที่ฉลาดกว่าบรรดานกทั้งหมด ด้วยจุดเด่นนี้คนชอบนกจึงไม่อาจปฏิเสธที่จะไม่เลี้ยงได้ จึงกลายเป็นนกอันดับต้นๆ ซึ่งคนอยากเลี้ยงมากที่สุดในประเทศไทย การเลียนเสียงพูด และทำกิจกรรมต่างๆได้มากมาย ความสามารถที่พิเศษเกินสัตว์เลี้ยงธรรมดาจึงติดตาตรึงใจให้ M-pet มาเยือนถึงฟาร์มนก เพื่อทำความรู้จักกับเจ้านกแก้วอัจฉริยะกันแบบตัวเป็นๆ เลย
ธงชัย พลเยี่ยม เจ้าของไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ต้อนรับการมาเยือนของทีมงานด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของนกแก้วหลากหลายสายพันธุ์ ที่มีมากกว่า 1,000 ตัว “นกแก้วไม่คุ้นนะ” เสียงทักทายจากนกเจ้าถิ่น นกแก้วตัวแรก ซึ่งเจ้าของฟาร์มเลี้ยงมานานถึง 22 ปี ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะต้องหัวเราะในความน่ารัก ช่างเจรจาของมัน
“เราเริ่มต้นจากการชอบสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเลยที่เราเคยเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก อย่างพวก สุนัข นก ปลา งู หลังสุดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ได้เลี้ยงนกแก้วตัวแรก มันพูดเก่งก็เลยเป็นเสน่ห์ตรงที่เขาเลียนเสียงคนได้ ทำให้เราชอบกว่าสัตว์เลี้ยงทุกชนิดที่เคยเลี้ยงมา”
นกแก้วอัจฉริยะ
วันนี้อยากให้ทุกคนได้รู้จักนกแก้วช่างพูด จึงขอแนะนำ “แอฟริกันเกรย์” นกแก้วที่มีไอคิวสูงที่สุด ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่สามารถเลียนเสียงคนได้มากกว่าสายพันธุ์อื่น ผู้เลี้ยงสามารถสอนนกชนิดนี้ร้องเพลงได้เลยทีเดียว ซึ่งแต่ละตัวนั้นจะมีความฉลาดมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงว่าจะดูแลและเอาใจใส่ที่จะสอนนกมากเพียงใด
“มีอยู่ตัวหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถร้องเพลงชาติอเมริกาได้จบเพลงเลย เป็นการเลียนเสียงสิ่งที่นกนั้นได้ยินตามต้นเสียง เช่น เสียงคนพูด เสียงหมาเห่า เสียงไก่ขัน แม้กระทั่งแตรรถก็สามารถเลียนเสียงได้ ดังนั้น การฝึกนกชนิดนี้ เราต้องคอยพูดคำซ้ำๆ หรืออัดเทปให้เขาฟังอยู่เรื่อยๆ” สิ่งนี้จึงเป็นจุดเด่นเฉพาะของนกแอฟริกันเกรย์ที่มีผู้นิยมเลี้ยงในประเทศไทยอันดับต้นๆ
พอทีมงานมาถึงไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ก็ได้ทำความรู้จักกับเจ้าซุส นกแอฟริกันเกรย์พูดได้ที่แสนเชื่อง ซึ่งเจ้าของจะให้ทำอะไรก็ได้ตามสั่ง วันนี้จึงให้เป็นนายแบบสักวัน เจ้าซุสก็ไม่รอช้ายืนแอ็กท่าเกาะพนักเก้าอี้ไม้ให้ช่างภาพรัวชัตเตอร์
จริงๆ แล้ว เจ้าซุส หรือนกแอฟริกันเกรย์มีถิ่นกำเนิดมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ลักษณะโดยธรรมชาติแล้วมีตัวเป็นสีเทา ส่วนหางเป็นสีแดง แต่ทั้งนี้อาจมีสีที่แตกต่างออกไป เนื่องจากความผิดปกติของยีนส์ อย่างเช่น นกแอฟริกันเกรย์สีขาวเผือก ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าปกติถึง 20-30 เท่า แต่หายากมาก เนื่องจากมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย
“แอฟริกันเกรย์เป็นนกที่อาศัยอยู่ในเขตป่าร้อนชื้น ชอบความเงียบสงบ ปกติจะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ แต่พอมีคู่จะแยกตัวออกไปจากฝูง เพื่อหาแหล่งเพาะขยายพันธุ์และอยู่กับคู่ของตัวเอง”
นอกจากความสามารถที่เลียนเสียงสิ่งต่างๆได้อย่างชาญฉลาดแล้ว นกแอฟริกันเกรย์ยังสามารถฝึกให้ทำสิ่งต่างๆได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คาบปากกา ไต่เชือก ชักธงชาติ แล้วแต่กิจกรรมที่คนเลี้ยงต้องการฝึกให้เป็นอย่างไร นิสัยแสนรู้ เชื่องง่าย จึงเพิ่มเสน่ห์ให้กับนกแอฟริกันเกรย์ไม่แพ้เสียงพูดเลย
เมื่อลูกนกจะเกิด
เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่นกสามารถขยายพันธุ์ได้มากที่สุด หลังจากนั้นเมื่อถึงฤดูฝนก็จะออกไข่น้อย เพราะเป็นช่วงผลัดขนเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไปในหน้าหนาว แต่ถึงอย่างไรแล้วนกก็ยังผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี
“ในฟาร์มเรามีนกแอฟริกันเกรย์อยู่ 42 คู่ หรือประมาณ 80 กว่าตัว เราอยู่ในฐานะผู้เพาะขยายพันธุ์ การผสมพันธุ์ของนกแอฟริกันเกรย์ภายใน 1 ปีจะได้ 3 ครอก จึงสามารถมีลูกได้เฉลี่ยประมาณ 9 ตัวต่อปี ดังนั้น จะเกิดลูก 3 ตัวต่อครอก ซึ่งบางครอกอาจได้มากถึง 4 ตัว ถ้าพ่อและแม่นกนั้นมีความสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น การให้อาหารที่เป็นประโยชน์ มีวิตามิน และแร่ธาตุครบถ้วน ก็จะให้ผลผลิตได้ดี”
“สำหรับนกแอฟริกันเกรย์ มีความพร้อมที่จะขยายพันธุ์เมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป ใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องประมาณ 15 วัน หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ไข่ก็จะเจริญเติบโตพร้อมที่จะออกมาเป็นไข่ ซึ่งจะออกไข่ประมาณ 3 วันต่อใบ (ถ้าครอกนี้ออกไข่ 3 ใบก็ต้องใช้เวลา 9 วัน) และมีระยะฟักตัวประมาณ 24-25 วัน (นกแอฟริกันเกรย์สามารถดูเพศได้เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป) เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 700 กรัม และมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 40 ปี บางทีคนเลี้ยงก็อาจตายไปก่อนนกเสียอีก (หัวเราะ)”
สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อไปเลี้ยงควรอยู่ที่อายุไม่เกิน 3 เดือน เพราะว่าหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว ความคุ้นเคยก็จะไม่เชื่องสนิทเหมือนที่เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก จึงแนะนำให้เลี้ยงนกในช่วงอายุนี้จะดีที่สุด
นอกจากนกแอฟริกันเกรย์แล้ว ภายในฟาร์มแห่งนี้ยังมีจำนวนนกแก้วหลากหลายสายพันธุ์ หลักๆ เช่น มาคอว์, อีเล็กตัส, ซันคอนัวร์, คริมสัน, คอนัวร์, กระตั้ว, ริงค์เน็ก ฯลฯ ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากต่างประเทศทั้งหมด และตอนนี้จำนวนนกในไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม มีมากถึง 1,000 ตัว
เลี้ยงให้เป็นธรรมชาติ
การเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน การใส่ใจเรื่องธรรมชาติของสัตว์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ การเลี้ยงสัตว์ที่ดีต้องเลี้ยงให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติมากที่สุด การเรียนรู้ลักษณะนิสัย การหาอาหาร ที่อยู่อาศัย การผสมพันธุ์ ซึ่งผู้เลี้ยงจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์นั้นๆ ด้วย
อาหารสำหรับนกแอฟริกันเกรย์หาได้ไม่ยาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพวกธัญพืชชนิดต่างๆ จำพวกเมล็ดทานตะวัน ถั่ว ข้าวโพด รวมทั้งผลไม้สด เช่น ฝรั่ง ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง จึงช่วยเสริมให้สัตว์มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง และโดยธรรมชาติแล้ว นกจะกินผลไม้เป็นหลักอยู่แล้ว เมื่อคนนำมาเลี้ยง ผู้เลี้ยงจึงต้องหาผลไม้สดให้ด้วย รวมทั้งเสริมด้วยสารอาหารจำพวกแร่ธาตุ แคลเซียม วิตามินซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์โดยเฉพาะ
“ในช่วงเวลาการให้อาหารนก ควรเป็นเวลาเช้า-เย็น อย่างละ 1 มื้อ ซึ่งจะกำหนดเวลาไหนในช่วงเช้าและเย็นก็แล้วแต่ความสะดวกของผู้เลี้ยง และไม่ควรทิ้งอาหารไว้ข้ามคืน เพราะอาจเกิดมีสัตว์อื่นเข้ามากินอาหารที่นกกินไม่หมด อย่างหนู มด แมลงสาบ รวมถึงอาหารที่ค้างไว้หลายๆวัน ก็อาจเกิดเชื้อรา หรือแบคทีเรียที่อาจเกิดอันตรายแก่ตัวนกด้วยเช่นกัน ส่วนน้ำถ้าให้ตอนเช้า ควรเททิ้งตอนเย็นทุกวัน ดังนั้นอาหารทุกชนิดจึงควรให้วันต่อวันเท่านั้น”
ส่วนการจัดการดูแลนกในไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ซึ่งเลี้ยงนกกว่า 1,000 ตัว จึงต้องมีวิธีการดูแลอย่างเป็นระบบ เจ้าของฟาร์มได้อธิบายว่า “หลังจากที่เราให้อาหาร จำพวกวิตามิน แคลเซียม แร่ธาตุเสริมแล้ว แล้วก็ต้องมียาป้องกันโรคต่างๆ ปีหนึ่งสัก 2 ครั้งซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับนก และภายใน 6 เดือน ต้องถ่ายพยาธิประมาณ 1 ครั้ง เสร็จแล้วก็ต้องมีฉีดยาฆ่าเชื้อ พวกแบคทีเรีย เชื้อราต่างๆ ประมาณ 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นระบบการจัดการภายในฟาร์มของเรา”
“นกจะมีโรคอยู่ 2-3 อย่าง ที่สำคัญเราต้องระวังเรื่องโรคระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโรคพวกนี้ก็เกิดจากอาหารที่ไม่สะอาด อาจเป็นเชื้อราหรือสิ่งสกปรกที่หมักหมมจากการไม่เปลี่ยนอาหารให้นกกิน เมื่อกินของเสียเข้าไปก็ทำให้เกิดท้องเสียได้ จึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะช่วยรักษาตามอาการ”
สำหรับกรงเลี้ยงนกอัฟริกันเกรย์ทั่วไปตามบ้านเรือนหรือที่พักอาศัย ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ดูเล่น จึงควรเลี้ยงในกรงที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แค่ให้นกยืนได้สบายและคนเลี้ยงสามารถยื่นมือเข้าไปให้นกเกาะแขนเล่นได้ ซึ่งมีขนาดประมาณ 50x50x80 ซม. อาจเลี้ยง 2-4 ตัวก็ได้แล้วแต่คนเลี้ยง แต่ควรเป็นนกที่มีอายุใกล้เคียงกันและโตด้วยกันมาก่อน
ถ้าคนเลี้ยงต้องการเพาะขยายพันธุ์ กรงเลี้ยงจึงควรมีขนาดใหญ่ประมาณ 1x1.5x1.2 เมตร เพื่อให้นกได้บินออกกำลังกาย มีร่างกายที่แข็งแรงสำหรับการขยายพันธุ์ แต่ต้องให้อยู่กรงละคู่เท่านั้น เพราะว่าธรรมชาติของนกนั้นต้องการความเป็นส่วนตัวเมื่อมีคู่แล้ว
สภาพแวดล้อมในบริเวณที่เลี้ยง จึงจำเป็นอย่างมากสำหรับนก ซึ่งควรอิงธรรมชาติให้มากที่สุด เนื่องจากนกเป็นสัตว์รักสงบ ชอบความเงียบ รักสันโดษ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ภายในกรงนก นั่นคือขอนไม้เพื่อให้นกไว้เกาะตามพฤติกรรมโดยธรรมชาติของนก
ช่องทางรวย
“แม้เวลาจะผ่านมานานถึง 18 ปีแล้ว การดำเนินธุรกิจเพาะขยายพันธุ์นกถือว่าดีมาก ตั้งแต่ทำธุรกิจนี้มา มีแต่ขาขึ้นอย่างเดียว ไม่เคยเจอขาลง” นี่เป็นเสียงยืนยันจากเจ้าของไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ซึ่งขณะนี้มียอดรายได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว และเขามักพูดย้ำอยู่เสมอว่า “ผมเคยเลี้ยงนก แต่ตอนนี้นกเลี้ยงครอบครัวผม”
เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีพ่อแม่สายพันธุ์นกแก้วอยู่น้อยมาก ไม่ค่อยมีคนเพาะพันธุ์เท่าไหร่ จึงต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเอาตัวพ่อแม่พันธุ์ที่จะสามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้เลย การนำเข้ามาของจำนวนนกที่หลากหลายสายพันธุ์เป็นเวลากว่า 5 ปี จึงเกิดเป็นช่องทางธุรกิจเสริมในชื่อว่า “ไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม”
“เมื่อยิ่งเพาะได้มากขึ้นก็เริ่มมีคนมาซื้อเพิ่มขึ้น จึงคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางธุรกิจเสริมก็เลยซื้อพ่อแม่พันธุ์มากขึ้นโดยการนำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ จากเดิมเคยมีธุรกิจส่วนตัวเป็นอาชีพหลัก และเพาะพันธุ์นกเป็นอาชีพรอง แต่ปัจจุบันนี้อาชีพเพาะเลี้ยงนกกลายเป็นอาชีพหลัก เพราะได้หยุดดำเนินธุรกิจตัวนั้นมานานถึง 18 ปีแล้ว”
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ธุรกิจการเพาะเลี้ยงนกจึงดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียว จึงสอบถามราคานกแอฟริกันเกรย์มาให้ทราบกัน “ลูกป้อนเพิ่งเกิดใหม่ในอายุประมาณ 45 วัน ขายตัวละ 12,000-13,000 บาท สำหรับอายุ 60 วัน ก็จะอยู่ที่ 13,000-14,000 บาท และถ้าขนคลุมแล้ว ในอายุประมาณ 4 เดือน ขายราคา 15,000 บาทขึ้นไป ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับอายุของนกที่ลูกค้าต้องการซื้อ”
ขณะนี้ไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ยังมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศที่ยังคงติดต่อซื้อขายกัน เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน มัลดีฟส์ และมาเลเซีย ซึ่งทางฟาร์มเองก็กำลังขยายกรงเพิ่มอีก 60 กรง นกแอฟริกันเกรย์จึงยังมีที่ว่างสำหรับมือใหม่ๆ อีกมาก เจ้าของฟาร์มยังบอกอีกว่า “ธุรกิจในวงการของสัตว์เลี้ยงขณะนี้ ถือเป็นธุรกิจที่ดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากคนวัยทำงานมีความเครียดมากขึ้น จึงต้องการหาสัตว์เลี้ยงมาผ่อนคลาย”
ถ้าใครอยากลงทุนเพาะเลี้ยงดูบ้าง จึงคำนวณค่าใช้จ่ายมาให้คร่าวๆ ดังนี้ พ่อแม่พันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มี ราคาอยู่ที่ 25,000 บาทต่อคู่ กรงเลี้ยง ประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อกรง นอกจากนี้ เป็นอุปกรณ์ใช้เลี้ยงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อยากลงทุนเลี้ยงจำนวนเท่าใด ก็คำนวณจากยอดงบประมาณการลงทุนหลักๆ คือพ่อแม่พันธุ์ และกรงเลี้ยงเป็นตัวกำหนด ส่วนระยะคืนทุนสำหรับฟาร์มใหญ่ อาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี
แต่ถ้าไม่ต้องการความยุ่งยาก ทางไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ยินดีรับลูกฟาร์มสำหรับคนที่ต้องการรายได้เสริม “คำว่าลูกฟาร์ม คือการซื้อพ่อแม่พันธุ์จากเราไปเพาะขยายพันธุ์ พอได้ผลผลิตก็ส่งกลับคืนมาให้ฟาร์ม เพื่อให้เราเป็นคนจัดจำหน่าย สิ่งสำคัญคือมันเป็นสายพันธุ์ที่มาจากฟาร์มเรา เราก็เชื่อถือได้ และตอนนี้มีลูกฟาร์มกว่า 10 คนแล้ว” สนใจหารายได้จากช่องทางไหนก็สามารถเข้าไปปรึกษาพูดคุยกับเจ้าของฟาร์มได้
ธงชัย พลเยี่ยม เจ้าของไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ต้อนรับการมาเยือนของทีมงานด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของนกแก้วหลากหลายสายพันธุ์ ที่มีมากกว่า 1,000 ตัว “นกแก้วไม่คุ้นนะ” เสียงทักทายจากนกเจ้าถิ่น นกแก้วตัวแรก ซึ่งเจ้าของฟาร์มเลี้ยงมานานถึง 22 ปี ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะต้องหัวเราะในความน่ารัก ช่างเจรจาของมัน
“เราเริ่มต้นจากการชอบสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเลยที่เราเคยเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก อย่างพวก สุนัข นก ปลา งู หลังสุดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ได้เลี้ยงนกแก้วตัวแรก มันพูดเก่งก็เลยเป็นเสน่ห์ตรงที่เขาเลียนเสียงคนได้ ทำให้เราชอบกว่าสัตว์เลี้ยงทุกชนิดที่เคยเลี้ยงมา”
นกแก้วอัจฉริยะ
วันนี้อยากให้ทุกคนได้รู้จักนกแก้วช่างพูด จึงขอแนะนำ “แอฟริกันเกรย์” นกแก้วที่มีไอคิวสูงที่สุด ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่สามารถเลียนเสียงคนได้มากกว่าสายพันธุ์อื่น ผู้เลี้ยงสามารถสอนนกชนิดนี้ร้องเพลงได้เลยทีเดียว ซึ่งแต่ละตัวนั้นจะมีความฉลาดมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงว่าจะดูแลและเอาใจใส่ที่จะสอนนกมากเพียงใด
“มีอยู่ตัวหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถร้องเพลงชาติอเมริกาได้จบเพลงเลย เป็นการเลียนเสียงสิ่งที่นกนั้นได้ยินตามต้นเสียง เช่น เสียงคนพูด เสียงหมาเห่า เสียงไก่ขัน แม้กระทั่งแตรรถก็สามารถเลียนเสียงได้ ดังนั้น การฝึกนกชนิดนี้ เราต้องคอยพูดคำซ้ำๆ หรืออัดเทปให้เขาฟังอยู่เรื่อยๆ” สิ่งนี้จึงเป็นจุดเด่นเฉพาะของนกแอฟริกันเกรย์ที่มีผู้นิยมเลี้ยงในประเทศไทยอันดับต้นๆ
พอทีมงานมาถึงไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ก็ได้ทำความรู้จักกับเจ้าซุส นกแอฟริกันเกรย์พูดได้ที่แสนเชื่อง ซึ่งเจ้าของจะให้ทำอะไรก็ได้ตามสั่ง วันนี้จึงให้เป็นนายแบบสักวัน เจ้าซุสก็ไม่รอช้ายืนแอ็กท่าเกาะพนักเก้าอี้ไม้ให้ช่างภาพรัวชัตเตอร์
จริงๆ แล้ว เจ้าซุส หรือนกแอฟริกันเกรย์มีถิ่นกำเนิดมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ลักษณะโดยธรรมชาติแล้วมีตัวเป็นสีเทา ส่วนหางเป็นสีแดง แต่ทั้งนี้อาจมีสีที่แตกต่างออกไป เนื่องจากความผิดปกติของยีนส์ อย่างเช่น นกแอฟริกันเกรย์สีขาวเผือก ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าปกติถึง 20-30 เท่า แต่หายากมาก เนื่องจากมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย
“แอฟริกันเกรย์เป็นนกที่อาศัยอยู่ในเขตป่าร้อนชื้น ชอบความเงียบสงบ ปกติจะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ แต่พอมีคู่จะแยกตัวออกไปจากฝูง เพื่อหาแหล่งเพาะขยายพันธุ์และอยู่กับคู่ของตัวเอง”
นอกจากความสามารถที่เลียนเสียงสิ่งต่างๆได้อย่างชาญฉลาดแล้ว นกแอฟริกันเกรย์ยังสามารถฝึกให้ทำสิ่งต่างๆได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คาบปากกา ไต่เชือก ชักธงชาติ แล้วแต่กิจกรรมที่คนเลี้ยงต้องการฝึกให้เป็นอย่างไร นิสัยแสนรู้ เชื่องง่าย จึงเพิ่มเสน่ห์ให้กับนกแอฟริกันเกรย์ไม่แพ้เสียงพูดเลย
เมื่อลูกนกจะเกิด
เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่นกสามารถขยายพันธุ์ได้มากที่สุด หลังจากนั้นเมื่อถึงฤดูฝนก็จะออกไข่น้อย เพราะเป็นช่วงผลัดขนเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไปในหน้าหนาว แต่ถึงอย่างไรแล้วนกก็ยังผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี
“ในฟาร์มเรามีนกแอฟริกันเกรย์อยู่ 42 คู่ หรือประมาณ 80 กว่าตัว เราอยู่ในฐานะผู้เพาะขยายพันธุ์ การผสมพันธุ์ของนกแอฟริกันเกรย์ภายใน 1 ปีจะได้ 3 ครอก จึงสามารถมีลูกได้เฉลี่ยประมาณ 9 ตัวต่อปี ดังนั้น จะเกิดลูก 3 ตัวต่อครอก ซึ่งบางครอกอาจได้มากถึง 4 ตัว ถ้าพ่อและแม่นกนั้นมีความสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น การให้อาหารที่เป็นประโยชน์ มีวิตามิน และแร่ธาตุครบถ้วน ก็จะให้ผลผลิตได้ดี”
“สำหรับนกแอฟริกันเกรย์ มีความพร้อมที่จะขยายพันธุ์เมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป ใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องประมาณ 15 วัน หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ไข่ก็จะเจริญเติบโตพร้อมที่จะออกมาเป็นไข่ ซึ่งจะออกไข่ประมาณ 3 วันต่อใบ (ถ้าครอกนี้ออกไข่ 3 ใบก็ต้องใช้เวลา 9 วัน) และมีระยะฟักตัวประมาณ 24-25 วัน (นกแอฟริกันเกรย์สามารถดูเพศได้เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป) เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 700 กรัม และมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 40 ปี บางทีคนเลี้ยงก็อาจตายไปก่อนนกเสียอีก (หัวเราะ)”
สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อไปเลี้ยงควรอยู่ที่อายุไม่เกิน 3 เดือน เพราะว่าหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว ความคุ้นเคยก็จะไม่เชื่องสนิทเหมือนที่เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก จึงแนะนำให้เลี้ยงนกในช่วงอายุนี้จะดีที่สุด
นอกจากนกแอฟริกันเกรย์แล้ว ภายในฟาร์มแห่งนี้ยังมีจำนวนนกแก้วหลากหลายสายพันธุ์ หลักๆ เช่น มาคอว์, อีเล็กตัส, ซันคอนัวร์, คริมสัน, คอนัวร์, กระตั้ว, ริงค์เน็ก ฯลฯ ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากต่างประเทศทั้งหมด และตอนนี้จำนวนนกในไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม มีมากถึง 1,000 ตัว
เลี้ยงให้เป็นธรรมชาติ
การเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน การใส่ใจเรื่องธรรมชาติของสัตว์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ การเลี้ยงสัตว์ที่ดีต้องเลี้ยงให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติมากที่สุด การเรียนรู้ลักษณะนิสัย การหาอาหาร ที่อยู่อาศัย การผสมพันธุ์ ซึ่งผู้เลี้ยงจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์นั้นๆ ด้วย
อาหารสำหรับนกแอฟริกันเกรย์หาได้ไม่ยาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพวกธัญพืชชนิดต่างๆ จำพวกเมล็ดทานตะวัน ถั่ว ข้าวโพด รวมทั้งผลไม้สด เช่น ฝรั่ง ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง จึงช่วยเสริมให้สัตว์มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง และโดยธรรมชาติแล้ว นกจะกินผลไม้เป็นหลักอยู่แล้ว เมื่อคนนำมาเลี้ยง ผู้เลี้ยงจึงต้องหาผลไม้สดให้ด้วย รวมทั้งเสริมด้วยสารอาหารจำพวกแร่ธาตุ แคลเซียม วิตามินซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์โดยเฉพาะ
“ในช่วงเวลาการให้อาหารนก ควรเป็นเวลาเช้า-เย็น อย่างละ 1 มื้อ ซึ่งจะกำหนดเวลาไหนในช่วงเช้าและเย็นก็แล้วแต่ความสะดวกของผู้เลี้ยง และไม่ควรทิ้งอาหารไว้ข้ามคืน เพราะอาจเกิดมีสัตว์อื่นเข้ามากินอาหารที่นกกินไม่หมด อย่างหนู มด แมลงสาบ รวมถึงอาหารที่ค้างไว้หลายๆวัน ก็อาจเกิดเชื้อรา หรือแบคทีเรียที่อาจเกิดอันตรายแก่ตัวนกด้วยเช่นกัน ส่วนน้ำถ้าให้ตอนเช้า ควรเททิ้งตอนเย็นทุกวัน ดังนั้นอาหารทุกชนิดจึงควรให้วันต่อวันเท่านั้น”
ส่วนการจัดการดูแลนกในไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ซึ่งเลี้ยงนกกว่า 1,000 ตัว จึงต้องมีวิธีการดูแลอย่างเป็นระบบ เจ้าของฟาร์มได้อธิบายว่า “หลังจากที่เราให้อาหาร จำพวกวิตามิน แคลเซียม แร่ธาตุเสริมแล้ว แล้วก็ต้องมียาป้องกันโรคต่างๆ ปีหนึ่งสัก 2 ครั้งซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับนก และภายใน 6 เดือน ต้องถ่ายพยาธิประมาณ 1 ครั้ง เสร็จแล้วก็ต้องมีฉีดยาฆ่าเชื้อ พวกแบคทีเรีย เชื้อราต่างๆ ประมาณ 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นระบบการจัดการภายในฟาร์มของเรา”
“นกจะมีโรคอยู่ 2-3 อย่าง ที่สำคัญเราต้องระวังเรื่องโรคระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโรคพวกนี้ก็เกิดจากอาหารที่ไม่สะอาด อาจเป็นเชื้อราหรือสิ่งสกปรกที่หมักหมมจากการไม่เปลี่ยนอาหารให้นกกิน เมื่อกินของเสียเข้าไปก็ทำให้เกิดท้องเสียได้ จึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะช่วยรักษาตามอาการ”
สำหรับกรงเลี้ยงนกอัฟริกันเกรย์ทั่วไปตามบ้านเรือนหรือที่พักอาศัย ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ดูเล่น จึงควรเลี้ยงในกรงที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แค่ให้นกยืนได้สบายและคนเลี้ยงสามารถยื่นมือเข้าไปให้นกเกาะแขนเล่นได้ ซึ่งมีขนาดประมาณ 50x50x80 ซม. อาจเลี้ยง 2-4 ตัวก็ได้แล้วแต่คนเลี้ยง แต่ควรเป็นนกที่มีอายุใกล้เคียงกันและโตด้วยกันมาก่อน
ถ้าคนเลี้ยงต้องการเพาะขยายพันธุ์ กรงเลี้ยงจึงควรมีขนาดใหญ่ประมาณ 1x1.5x1.2 เมตร เพื่อให้นกได้บินออกกำลังกาย มีร่างกายที่แข็งแรงสำหรับการขยายพันธุ์ แต่ต้องให้อยู่กรงละคู่เท่านั้น เพราะว่าธรรมชาติของนกนั้นต้องการความเป็นส่วนตัวเมื่อมีคู่แล้ว
สภาพแวดล้อมในบริเวณที่เลี้ยง จึงจำเป็นอย่างมากสำหรับนก ซึ่งควรอิงธรรมชาติให้มากที่สุด เนื่องจากนกเป็นสัตว์รักสงบ ชอบความเงียบ รักสันโดษ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ภายในกรงนก นั่นคือขอนไม้เพื่อให้นกไว้เกาะตามพฤติกรรมโดยธรรมชาติของนก
ช่องทางรวย
“แม้เวลาจะผ่านมานานถึง 18 ปีแล้ว การดำเนินธุรกิจเพาะขยายพันธุ์นกถือว่าดีมาก ตั้งแต่ทำธุรกิจนี้มา มีแต่ขาขึ้นอย่างเดียว ไม่เคยเจอขาลง” นี่เป็นเสียงยืนยันจากเจ้าของไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ซึ่งขณะนี้มียอดรายได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว และเขามักพูดย้ำอยู่เสมอว่า “ผมเคยเลี้ยงนก แต่ตอนนี้นกเลี้ยงครอบครัวผม”
เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีพ่อแม่สายพันธุ์นกแก้วอยู่น้อยมาก ไม่ค่อยมีคนเพาะพันธุ์เท่าไหร่ จึงต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเอาตัวพ่อแม่พันธุ์ที่จะสามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้เลย การนำเข้ามาของจำนวนนกที่หลากหลายสายพันธุ์เป็นเวลากว่า 5 ปี จึงเกิดเป็นช่องทางธุรกิจเสริมในชื่อว่า “ไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม”
“เมื่อยิ่งเพาะได้มากขึ้นก็เริ่มมีคนมาซื้อเพิ่มขึ้น จึงคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางธุรกิจเสริมก็เลยซื้อพ่อแม่พันธุ์มากขึ้นโดยการนำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ จากเดิมเคยมีธุรกิจส่วนตัวเป็นอาชีพหลัก และเพาะพันธุ์นกเป็นอาชีพรอง แต่ปัจจุบันนี้อาชีพเพาะเลี้ยงนกกลายเป็นอาชีพหลัก เพราะได้หยุดดำเนินธุรกิจตัวนั้นมานานถึง 18 ปีแล้ว”
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ธุรกิจการเพาะเลี้ยงนกจึงดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียว จึงสอบถามราคานกแอฟริกันเกรย์มาให้ทราบกัน “ลูกป้อนเพิ่งเกิดใหม่ในอายุประมาณ 45 วัน ขายตัวละ 12,000-13,000 บาท สำหรับอายุ 60 วัน ก็จะอยู่ที่ 13,000-14,000 บาท และถ้าขนคลุมแล้ว ในอายุประมาณ 4 เดือน ขายราคา 15,000 บาทขึ้นไป ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับอายุของนกที่ลูกค้าต้องการซื้อ”
ขณะนี้ไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ยังมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศที่ยังคงติดต่อซื้อขายกัน เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน มัลดีฟส์ และมาเลเซีย ซึ่งทางฟาร์มเองก็กำลังขยายกรงเพิ่มอีก 60 กรง นกแอฟริกันเกรย์จึงยังมีที่ว่างสำหรับมือใหม่ๆ อีกมาก เจ้าของฟาร์มยังบอกอีกว่า “ธุรกิจในวงการของสัตว์เลี้ยงขณะนี้ ถือเป็นธุรกิจที่ดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากคนวัยทำงานมีความเครียดมากขึ้น จึงต้องการหาสัตว์เลี้ยงมาผ่อนคลาย”
ถ้าใครอยากลงทุนเพาะเลี้ยงดูบ้าง จึงคำนวณค่าใช้จ่ายมาให้คร่าวๆ ดังนี้ พ่อแม่พันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มี ราคาอยู่ที่ 25,000 บาทต่อคู่ กรงเลี้ยง ประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อกรง นอกจากนี้ เป็นอุปกรณ์ใช้เลี้ยงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อยากลงทุนเลี้ยงจำนวนเท่าใด ก็คำนวณจากยอดงบประมาณการลงทุนหลักๆ คือพ่อแม่พันธุ์ และกรงเลี้ยงเป็นตัวกำหนด ส่วนระยะคืนทุนสำหรับฟาร์มใหญ่ อาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี
แต่ถ้าไม่ต้องการความยุ่งยาก ทางไชยรัตน์ เบิร์ด ฟาร์ม ยินดีรับลูกฟาร์มสำหรับคนที่ต้องการรายได้เสริม “คำว่าลูกฟาร์ม คือการซื้อพ่อแม่พันธุ์จากเราไปเพาะขยายพันธุ์ พอได้ผลผลิตก็ส่งกลับคืนมาให้ฟาร์ม เพื่อให้เราเป็นคนจัดจำหน่าย สิ่งสำคัญคือมันเป็นสายพันธุ์ที่มาจากฟาร์มเรา เราก็เชื่อถือได้ และตอนนี้มีลูกฟาร์มกว่า 10 คนแล้ว” สนใจหารายได้จากช่องทางไหนก็สามารถเข้าไปปรึกษาพูดคุยกับเจ้าของฟาร์มได้
นกเงือก
นกเงือก เป็นนกขนาดใหญ่ ที่อยู่ในวงศ์ Bucerotidae ในอันดับนกตะขาบ (Coraciiformes) (บางข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลเก่าจะจัดให้อยู่ในอันดับ Bucerotiformes ซึ่งเป็นอันดับเฉพาะของนกเงือกเอง แต่ปัจจุบันนับเป็นชื่อพ้อง โดยนับรวมนกเงือกดินเข้าไปด้วเป็นนกที่เชื่อว่าถือกำเนิดมานานกว่า 45 ล้านปีมาแล้ว
นกเงือก เป็นนกป่าขนาดใหญ่ ที่มีจุดเด่น คือ จะงอยปากหนาที่ใหญ่และมีโหนกทางด้านบนเป็นโพรง ภายในโพรงมีเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำ ส่วนใหญ่ลำตัวมีสีขาวดำหางยาว ปีกกว้างใหญ่ บินได้แข็งแรง เวลาบินจะโบกปีกช้า ๆ กินผลไม้เป็นอาหารหลัก และสัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ เป็นอาหารเสริม ทำรังในโพรงไม้ ตัวเมียจะเข้าไปกดไข่ในโพรงโดยใช้โคลนและมูลปิดปากโพรงไว้ เหลือเพียงช่องพอให้ตัวผู้อื่นส่งอาหารเข้าไปได้ เมื่อลูกนกโตพอแล้ว จึงเจาะโพรงออกมา
และจากจะงอยปากและส่วนหัวที่ใหญ่เหมือนโหนกหรือหงอนนั้น ทำให้นกเงือกถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาแต่โบราณ โดยใช้ทำเป็นเครื่องประดับของชนเผ่าต่าง ๆ
พบทั่วโลกมี 55 ชนิดใน 14 สกุล มีการแพร่กระจายอยู่ในแถบเขตร้อน ของทวีปแอฟริกา และเอเชีย
นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว มีลักษณะการทำรังที่แปลกจากนกอื่น คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตา เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรง ด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะขังตัวเองอยู่ภายในเพื่อออกไข่และเลี้ยงลูก
นกเงือก เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ประการหนึ่ง เนื่องจากจะอาศัยอยู่ในป่าหรือพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น เนื่องจากนกเงือกเป็นนกขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก กินทั้งผลไม้และสัตว์เป็นอาหาร อีกทั้งธรรมชาติในการหากินต้องอาศัยพื้นที่ป่าที่กว้าง และยังเป็นตัวแพร่กระจายพันธุ์พืชชนิดต่าง ๆ ในป่าได้อย่างดีอีกด้วย เนื่องจากเป็นนกที่กินผลไม้ชนิดต่าง ๆ ได้ถึง 300 ชนิด และทิ้งเมล็ดไว้ตามที่ต่าง ๆ
นกเงือก เป็นนกป่าขนาดใหญ่ ที่มีจุดเด่น คือ จะงอยปากหนาที่ใหญ่และมีโหนกทางด้านบนเป็นโพรง ภายในโพรงมีเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำ ส่วนใหญ่ลำตัวมีสีขาวดำหางยาว ปีกกว้างใหญ่ บินได้แข็งแรง เวลาบินจะโบกปีกช้า ๆ กินผลไม้เป็นอาหารหลัก และสัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ เป็นอาหารเสริม ทำรังในโพรงไม้ ตัวเมียจะเข้าไปกดไข่ในโพรงโดยใช้โคลนและมูลปิดปากโพรงไว้ เหลือเพียงช่องพอให้ตัวผู้อื่นส่งอาหารเข้าไปได้ เมื่อลูกนกโตพอแล้ว จึงเจาะโพรงออกมา
และจากจะงอยปากและส่วนหัวที่ใหญ่เหมือนโหนกหรือหงอนนั้น ทำให้นกเงือกถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาแต่โบราณ โดยใช้ทำเป็นเครื่องประดับของชนเผ่าต่าง ๆ
พบทั่วโลกมี 55 ชนิดใน 14 สกุล มีการแพร่กระจายอยู่ในแถบเขตร้อน ของทวีปแอฟริกา และเอเชีย
นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว มีลักษณะการทำรังที่แปลกจากนกอื่น คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตา เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรง ด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะขังตัวเองอยู่ภายในเพื่อออกไข่และเลี้ยงลูก
นกเงือก เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ประการหนึ่ง เนื่องจากจะอาศัยอยู่ในป่าหรือพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น เนื่องจากนกเงือกเป็นนกขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก กินทั้งผลไม้และสัตว์เป็นอาหาร อีกทั้งธรรมชาติในการหากินต้องอาศัยพื้นที่ป่าที่กว้าง และยังเป็นตัวแพร่กระจายพันธุ์พืชชนิดต่าง ๆ ในป่าได้อย่างดีอีกด้วย เนื่องจากเป็นนกที่กินผลไม้ชนิดต่าง ๆ ได้ถึง 300 ชนิด และทิ้งเมล็ดไว้ตามที่ต่าง ๆ
นกเงือกในประเทศไทย
ประเทศไทยมีนกเงือก 13 ชนิด โดยในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตส่วนหนึ่งอยู่ใน จังหวัดนครราชสีมา มี 4 ชนิด ได้แก่ นกกก หรือ นกกะวะ หรือ นกกาฮัง นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกกรามช้าง หรือ นกกู่กี๋ และนกแก๊ก หรือนกแกง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา พบ 9 ใน 12 ชนิดของนกเงือกที่พบในไทย ได้แก่ นกเงืกปากย่น นกเงือกชนหิน นกแก๊ก นกกก นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกเงือกหัวแรด นกเงือกดำ นกเงือกกรามช้าง
รายชื่อนกเงือกที่พบในประเทศไทย[แก้]
- นกกก หรือ นกกะวะ หรือ นกกาฮัง (ชื่อภาษาอังกฤษ: Great hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Buceros bicornis)
- นกเงือกหัวแรด (ชื่อภาษาอังกฤษ: Rhinoceros hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Buceros rhinoceros)
- นกเงือกหัวหงอก (ชื่อภาษาอังกฤษ: White-crowned hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Berenicornis comatus)
- นกชนหิน (ชื่อภาษาอังกฤษ: Helmeted hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Rhinoplax vigil)
- นกแก๊ก หรือ นกแกง (ชื่อภาษาอังกฤษ: Oriental pied hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Anthracoceros albirostris)
- นกเงือกดำ (ชื่อภาษาอังกฤษ: Black hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Anthracoceros malayanus)
- นกเงือกคอแดง (ชื่อภาษาอังกฤษ: Rufous-necked hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Aceros nipalensis)
- นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว (ชื่อภาษาอังกฤษ: Austen's brown hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Anorrhinus austeni)
- นกเงือกสีน้ำตาล (ชื่อภาษาอังกฤษ: Tickell's brown hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Anorrhinus tickelli)
- นกเงือกปากดำ (ชื่อภาษาอังกฤษ: Bushy-crested hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Anorrhinus galeritus)
- นกเงือกปากย่น (ชื่อภาษาอังกฤษ: Wrinkled hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Aceros corrugatus)
- นกเงือกกรามช้าง หรือ นกกู่กี๋ (ชื่อภาษาอังกฤษ: Wreathed hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Rhyticeros undulatus)
- นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (ชื่อภาษาอังกฤษ: Plain-pouched hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Rhyticeros subruficollis)
โดยนกเงือกทุกชนิดในประเทศ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และมีการศึกษา วิจัย และอนุรักษ์นกเงือกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 มีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิ โดยทางมหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับนกเงือกโดยเฉพาะ จนได้รับฉายาว่า "มารดาแห่งนกเงือก" คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

