วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โรงเรียนสารสาสน์วิเทศศึกษา

โรงเรียนสารสาสน์วิเทศศึกษาเป็นโรงเรียนอันดับที่ 12 ของกลุ่มโรงเรียนในเครือสารสาสน์ ซึ่งก่อตั้งโดย อ.พิบูลย์ และ อ.เพ็ญศรี ยงค์กมล เริ่มแรกได้จัดสร้างขึ้นบนเนื้อที่ 5 ไร่ 48 ตารางวา โดยก่อสร้างในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2539 เสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2540 เป็นอาคารความยาว 72 เมตร สูง 6 ชั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้ขยายพื้นที่เพิ่มอีก 8 ไร่ 378 ตารางวา สำหรับสร้างสระว่ายน้ำ โรงอาหาร ที่จอดรถ และอาคารเรียนหลังที่ 2 ปัจจุบันโรงเรียนได้ สร้างอาคารเรียนหลังใหม่อีก 1 หลัง และสระว่ายน้ำด้านข้างอาคารใหม่ สำหรับนักเรียนได้ออกกำลังกาย และมีทักษะการว่ายน้ำเพิ่มขึ้น มีเนื้อที่รวมทั้งหมด 13 ไร่ 1งาน 26 ตารางวา


โรงเรียนสารสาสน์วิเทศศึกษาเป็นแห่งที่ 3 ของโรงเรียนในเครือสารสาสน์ที่เปิดทำการสอนแบบ Bilingual Program (แผนการเรียนการสอนแบบ 2 ภาษา) คือ ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์, สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต, ดนตรี, คอมพิวเตอร์ โดยใช้สื่อการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และใช้ครูต่างชาติสอน ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ควบคู่คุณธรรม ความเป็นไทย


เดิม (พ.ศ. 2539) โรงเรียนสารสาสน์วิเทศศึกษา ได้ทดลองเปิดทำการสอนแผนก 2 ภาษาในโรงเรียนสารสาสน์ประชาอุทิศพิทยาคาร ในระดับชั้น อนุบาล 3 ถึง ประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 3 ห้องเรียน มีนักเรียน 90 คน เมื่อโรงเรียนสารสาสน์วิเทศศึกษาได้สร้างเสร็จและเปิดทำการสอนจึงย้ายนักเรียนมาเรียนต่อ พร้อมทั้งเปิดรับนักเรียนใหม่ในปีการศึกษา 2540 ระดับอนุบาล 3 ถึง ประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยจำนวน นักเรียน 469 คน (แผนกสองภาษา) และแผนกสามัญ อีก 360 คน รวม 2 แผนก 829 คน มีครูไทย 35 คน ครูต่างชาติ 12 คน ปัจจุบันปีการศึกษา 2545 โรงเรียนเปิดตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1,827 คน ครูไทย 110 คน และครูต่างชาติ 32 คน

สแนร์

กลองเล็ก (อังกฤษ: Snare Drum) เครื่องตีกระทบ มี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง ลักษณะเฉพาะก็คือหน้ากลองด้านล่างขึงคาดไว้ด้วยสายสแนร์ ทำด้วยเอ็นสัตว์ ในปัจจุบันสายสะแนร์มีทั้งที่ทำด้วยไนล่อนและทำด้วยเส้นลวดโลหะ กลองเล็กมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น

Snare drum มีขาตั้งรองรับตัวกลองใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลองชุด หรือนำมาใช้บรรเลงประกอบจังหวะสำหรับวงออร์เคสตร้าหรือวงดนตรีอื่น ๆ ที่นั่งบรรเลง สำหรับวงโยธวาทิตและแตรวงมีตัวยึดกลองทำด้วยโลหะคล้องยึดไว้กับลำตัวของผู้ตี กลองจะอยู่ด้านหน้าของผู้ตี
Side Drum ใช้สำหรับเรียกกลองเล็กที่ผู้ตีต้องใช้สายสะพายคล้องกลองไว้ข้างลำตัว ตะขอที่อยู่ติดกับขอบกลอง ใช้คล้องเกี่ยวกับตัวกลองไว้กับสายสะพายขอบกลองด้านบนอยู่ในระดับเดียวกับเอวของผู้ตี ตัวกลองอยุ่ในลักษณะเฉียงกับลำตัวของผู้ตี

แมวเปอร์เซีย

เปอร์เซีย เป็นแมวที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเปอร์เซีย หรืออิหร่าน ถูกนำไปเลี้ยงในประเทศต่าง ๆ
ทั้งใน ยุโรปและอเมริกาเป็นเวลาเกือบร้อยปีมาแล้ว สำหรับประเทศไทยจัดเป็นแมวต่างประเทศ พันธแรกที่ถูกนำมาเผยแพร่ เนื่องจากเป็นแมวที่มีอุปนิสัยอ่อนโยน สุขุมเข้ากับคนง่าย มี ความร่าเริงซุกซน ชอบประจบประแจงและมีไหวพริบ

ลักษณะพิเศษ
มีหลายสี เช่น สีเทา สีน้ำตาล สีเหลือง สีดำ เป็นต้น
ขนาดลำตัวใหญ่กว่าแมวไทยเล็กน้อย และขนยาวนุ่มสลวยปกคลุมทั่วร่างกาย ศีรษะกลมและกว้าง ช่วงคอสั้น ใบหูเล็กเท้าอวบใหญ่ หางสั้นเป็นพวงระย้า ที่เด่นมากคือ มีขนที่ลำคอเป็นปุยยาว ฟูและดกมาก


ลิง

ลิง หรือ วานร (อังกฤษ: Monkey) เป็นชื่อสามัญของสัตว์ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในอันดับวานร (Primates) ลักษณะท่าทางคล้ายมนุษย์ ซึ่งจัดอยู่ในอันดับเดียวกัน เนื่องจากมีบรรพบุรุษร่วมกันมา ก่อนที่จะมีวิวัฒนาการแยกตัวออกจากกัน เมื่อ 2-3 ล้านปีก่อน

ลิงมีตีนหน้าและตีนหลังใช้จับเกาะได้ มักปีนหากินบนต้นไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว พวกที่มีหาง เช่น ลิงวอก และพวกที่ไม่มีหาง เช่น กอริลลา เป็นต้น

ที่อยู่อาศัย
ลิง สามารถพบได้ทุกทวีปในโลก ยกเว้นบริเวณขั้วโลก, ทวีปยุโรป และทวีปออสเตรเลีย[4]

กลุ่มลิง
ลิงโลกเก่า คือ ลิงทางซีกโลกตะวันออกแถบทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา ไม่มีหาง มีพัฒนาการของนิ้วหัวแม่มือให้หันเข้าหากัน เพื่อช่วยในการจับสิ่งของ มีฟันกราม 2 ซี่ เช่นเดียวกับมนุษย์ และมีความสามารถในการมองเห็นได้ดีมาก อาจเป็นบรรพบุรุษของเอป มีภาษาของตัวเอง ลิงโลกเก่านั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น ลิงแสม, ลิงบาบูน และลิงแมนดริล
ลิงโลกใหม่ คือ ลิงที่พบทางแถบอเมริกาใต้และอเมริกากลาง อาศัยอยู่บนต้นไม้ มีหางยาว และสามารถใช้หางช่วยในการยึดเหนี่ยว สมองในส่วนของประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็นพัฒนาการขึ้นอย่างเด่นชัด มีฟันกราม 3 ซี่ ลิงโลกใหม่ที่พบ ได้แก่ ลิงแมงมุม, ลิงฮาวเลอร์, ลิงคาปูชิน และลิงมาโมเสท
ลิงไม่มีหาง หรือเอป คือ ลิงที่มีวิวัฒนาการสูงกว่าลิงจำพวกอื่น มีจุดเด่น คือ มีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าลิงทั่วไป ไม่มีหาง มีนิ้วใช้หยิบจับอาหารหรือสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าลิงจำพวกอื่น และมักใช้ชีวิตบนพื้นดินมากกว่าบนต้นไม้ พบได้เฉพาะทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น มีอยู่เพียง 5 จำพวก คือ ชะนี, กอริลลา, ชิมแปนซี, โบโนโบ และอุรังอุตัง เท่านั้น

ความสัมพันธ์กับมนุษย์
ลิง เป็นสัตว์ที่มนุษย์รับรู้เป็นอย่างดีว่า เป็นสัตว์ที่ว่องไว มีความซุกซน อยู่ไม่นิ่ง จนมีคำเปรียบเทียบในสำนวนไทยว่า "ซนเหมือนลิง" โดยเฉพาะใช้กับเด็ก เนื่องจากลิงเป็นสัตว์ที่มีความฉลาดและใกล้เคัยงกับมนุษย์มากที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด จึงสามารถฝึกหัดให้ใช้งานต่าง ๆ ได้ เช่น เก็บมะพร้าว หรือแสดงการละเล่น เช่น ละครลิง เป็นต้น

ในอักษรไทย ลิงเป็น 1 ในพยัญชนะ คือ ล โดยเป็นตัวที่ 36 ในบรรดาพยัญชนะทั้งหมด 44 ตัว จัดเป็นกลุ่มอักษรต่ำ

นอกจากนี้แล้ว ในความเชื่อโหราศาสตร์แบบจีน ลิงเป็น 1 ใน 12 นักษัตร โดยเป็นนักษัตรลำดับที่ 9 เรียกว่า "ปีวอก" ในทางศาสนาและเทพปกรณัมของจีน เห้งเจียเป็นลิงที่ติดตามพระถังซัมจั๋งไปอัญเชิญพระไตรปิฎกถึงชมพูทวีป เป็นลิงที่มีฤทธิ์เดชมาก สามารถปราบปีศาจร้ายได้ ทำนองเดียวกับหนุมาน ลิงเผือกที่เป็นทหารเอกของพระราม ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เป็นต้น

ลิงในประเทศไทย
ในประเทศไทยมีลิงอยู่ 6 ชนิด (ไม่นับชะนี, ค่าง และลิงลม) คือ ลิงเสน, ลิงกังเหนือ, ลิงกังใต้, ลิงแสม, ลิงไอ้เงี้ยะ และลิงวอก[5] ซึ่งทุกชนิดล้วนแต่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองทั้งหมด[11]

หนุมาน

หนุมาน (เทวนาครี: हनुमान्; ฮินดี: हनुमान; อังกฤษ: Hanuman) เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ เป็นลิงเผือก จึงมีสีขาวเป็นสีประจำกาย เมื่อสำแดงฤทธิ์จะมี 4 หน้า 8 มือ นอกจากนี้ ยังมีลักษณะประจำกายอื่นๆ อีก เช่น สวมกุณฑล มีขนเพชร มีเขี้ยวเป็นแก้ว และ หาวเป็นดาวเป็นเดือน ดังกลอนตอนที่หนุมานเกิดว่า


ลอยอยู่ตรงพักตร์ชนนี รัศมีโชติช่วงในเวหา

มีกุณฑลขนเพชรอลงการ์ เขี้ยวแก้วแววฟ้ามาลัย

หาวเป็นดาวเดือนระวีวร แปดกรสี่หน้าสูงใหญ่

สำแดงแผลงฤทธิ์เกรียงไกร แล้วลงมาไหว้พระมารดร


หนุมาน เป็นลิงที่มีฤทธิ์มาก สามารถสำแดงเดชต่างๆ ได้หลายประการ เช่น การขยายร่างกายให้ใหญ่โต การยืดหางให้ยาว เป็นต้น นอกจากนี้ หนุมานยังได้ชื่อว่าเป็นอมตะ คือ ไม่มีวันตาย เนื่องจากเป็นบุตรของพระพาย (ลม) กับนางสวาหะ ด้วยเหตุนี้ เมื่อหนุมานมีอันตรายถึงตายแล้ว เพียงแค่มีลมพัดมา หนุมานก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ด้วยอำนาจของพระพายผู้เป็นบิดา

บุคลิกของหนุมานเป็นตัวแทนของชายหนุ่มทั่วไป คือ รูปงาม มีนิสัยเจ้าชู้ และ มีภรรยามาก เช่น นางสุพรรณมัจฉา ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันหนึ่งตน คือ มัจฉานุ ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง ลิงเผือกกับปลา นั่นคือ มีกายเป็นลิงเผือกเหมือนหนุมาน แต่หางนั้น กลับเป็นหางของปลา นางเบญกาย บุตรีของพญาพิเภก หนุมานได้นางเบญกายตอนที่ นางเบญกายจำแลงกายเป็นศพของ นางสีดาลอยทวนน้ำมา เพื่อหลอกพระรามให้เสียพระทัย แต่ภายหนังกลนี้ถูกจับได้ พระรามจึงให้หนุมานพานางเบญจกายไปส่งกลับเมือง ซึ่งทั้งคู่มีลูกด้วยกัน ชื่อว่า อสุรผัด

ตลอดเรื่องรามเกียรติ์นั้น หนุมานผู้เป็นทหารเอกได้รับรางวัลจากพระราม 3 ครั้ง

ผ้าขาวม้า ได้ตอนที่หนุมานไปเผากรุงลงกา
ธำมรงค์ ได้จากตอนที่ไปช่วยพระรามหลังจากที่ถูกไมยราพจับไปขังไว้ที่เมืองบาดาล
เมืองนพบุรีพร้อมสนม 5000 นาง ได้ในตอนที่เสร็จศึกลงกาแล้ว
เมื่อเสร็จศึกกรุงลงกาแล้ว พระรามได้สถาปนาให้เป็น "พระยาจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา" และยกกรุงอยุธยาให้ครองกึ่งหนึ่ง แต่หนุมานได้ถวายคืนพระราม เพราะสำนึกว่าตนไม่สูงศักดิ์พอ พระรามจึงยกเมืองนพบุรีให้ครองแทน

ลักษณะของหนุมาน[แก้]
กายสีขาว มีกุณฑล (ต่างหู) ขนเพชร เขี้ยวเพชร (อยู่กลางเพดานปาก) หาวเป็นดาวเป็นเดือน ยามแผลงฤทธิ์จะมีสี่หน้า แปดกร

เป็นทหารเอกที่รู้ใจพระรามที่สุด ฉลาดรอบรู้ ค่อนข้างหัวดื้อ เช่น ตอนที่หักกิ่งไม้ ทำลายอุทยานของทศกัณฐ์ ตอนเผาเมืองลงกา เป็นต้น ซึ่งเป็นการทำนอกเหนือคำสั่ง เจ้าเล่ห์เพทุบาย มีกลอุบายมากมายซึ่งเอาไว้ใช้ในการศึก รักนายและพลีชีพเพื่อนาย

ภรรยาและบุตรของหนุมาน[แก้]
นางบุษมาลี เป็นภรรยาคนแรกของหนุมาน ได้พบกันเมื่อหนุมาน ชมพูพาน และองคต จะเดินทางไปกรงลงกาเพื่อสืบข่าวนางสีดา ระหว่างทางไปเจอเมืองเมืองหนึ่ง ตั้งอยู่กลางป่า ไม่มีทหารอยู่เลย หนุมานแปลกใจจึงขอเข้าไปดู ก็ได้พบกับ “นางบุษมาลี” นางฟ้าที่พระอินทร์สาปให้มาอยู่ในเมืองนี้แต่เพียงผู้เดียว สาเหตุเพราะนางดันไปเป็นแม่สื่อแม่ชักให้แก่นางสนมของพระอินทร์กับท้าวตาวัน โดยนางบุษมาลีจะพ้นจากคำสาปได้ก็ต่อเมื่อทหารเอกของพระรามที่หาวเป็นดาวเป็นเดือนโยนนางกลับขึ้นไปบนท้องฟ้าส่งนางไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เมื่อหนุมานได้เจอนางบุษมาลีก็นึกรัก มีใจปฏิพัทธ์ต่อนางทันที ดังนั้นเมื่อสอบถามจนรู้ความ ก่อนจะโยนนางกลับขึ้นสวรรค์ หนุมานก็ได้นางเป็นเมียเสียก่อน แต่ถึงจะรักนางบุษมาลี หนุมานก็ไม่ยอมให้เรื่องผู้หญิงทำให้เสียงาน และก็ไม่ลืมสัญญาที่จะส่งนางกลับขึ้นสวรรค์ รักแรกของหนุมานกับนางฟ้าก็เป็นรักที่แสนสั้น และไม่ได้มีลูกด้วยกัน

เบญกาย ธิดาของพิเภก ทศกัณฐ์ลักพาตัวนางสีดามาแล้วก็ว่างแผ่นที่จะให้พระรามเลิกตามนางสีดา จึงให้ “นางเบญกาย” หลานสาวแปลงกายเป็นนางสีดา ตายลอยน้ำมา ทำให้พระรามที่ได้พบศพเสียใจมาก แต่หนุมานผู้มีปฏิภาณดีมาก สังเกตเห็นว่าศพนี้ไม่น่าจะใช่นางสีดาตัวจริง จึงให้พิสูจน์ด้วยการเผาร่างนั้น นางเบญกายทนร้อนไม่ไหวก็ปรากฏตัวจริงออกมา พระรามให้พิเภกผู้เป็นพ่อเป็นผู้พิพากษาลงโทษเอง พิเภกให้ประหารชีวิตเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดี แต่พระรามเห็นใจจึงยกโทษให้ และให้หนุมานพากลับไปส่งที่กรุงลงกา
ระหว่างทางหนุมานก็ได้เกี้ยวพาราสีจนได้นางเบญกายเป็นเมียอีกคนมีบุตรกับหนุมานคือ อสุรผัด

สุพรรณมัจฉา เป็นนางเงือก ธิดาของทศกัณฐ์ ได้เป็นภรรยาขณะจองถนนข้ามกรุงลงกา มีบุตรคือ มัจฉานุ
นางวารินทร์ ได้ขณะตามล่าวิรุญจำบัง
นางมณโฑ ได้มาโดยการใช้เล่ห์กลขณะปลอมตัวเป็นทศกัณฐ์
นางสุวรรณกันยุมา ทศกัณฐ์ประทานให้ ขณะเสแสร้งแปรพักต์ (นางเคยเป็นภรรยาอินทรชิต)
นางสนมอื่นๆอีก 5,000 ตน ที่พระรามประทานหลังจากเสร็จศึกกรุงลงกา และหนุมานได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น พญาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพัฒน์พงศา


หนุมานในประเทศต่างๆ[แก้]
เนื่องจาก อารยธรรมอินเดียได้แพร่หลายไปโดยตลอดทั้งเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในเรื่องของศาสนา สถาปัตยกรรม และ วรรณกรรม ดังนั้น วรรณคดีเรื่อง "รามายณะ" จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มประเทศที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดีย[1] ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย ไทย หรือ กัมพูชา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ลักษณะของหนุมานของแต่ละประเทศนั้น ย่อมแตกต่างกันไปตามการตีความของชนชาตินั้นๆ

ในวัฒนธรรมร่วมสมัย[แก้]
เนื่องจาก หนุมาน เป็นตัวละคร ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างของสังคมไทย ดังนั้น หนุมาน จึงถูกใช้เป็นสื่อในวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายประเภท เช่น เป็นตัวนำโชคในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 19 ปี พ.ศ. 2540 ที่กรุงจาการ์ต้า หรือ เป็นตัวเอกในภาพยนตร์ไทย เรื่อง หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ (พ.ศ. 2517) หรือ หนุมานพบ 5 ไอ้มดแดง (พ.ศ. 2518) หรือดัดแปลงเป็นตัวละคร ชื่อ "เผือก" ในแอนิเมชันสัญชาติไทยเรื่อง ยักษ์ (พ.ศ. 2555) เป็นต้น[2]

นกขุ่นทอง

นกขุนทอง หรือ นกเอี้ยงคำ (คำเมือง[2]) (อังกฤษ: Common hill myna, Hill myna; ชื่อวิทยาศาสตร์: Gracula religiosa) เป็นนกในวงศ์นกเอี้ยงและนกกิ้งโครง (Sturnidae) มีถิ่นอาศัยอยู่ทั่วไปในเอเชียใต้และเอเชียอาคเนย์ มีความสามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้เหมือนนกแก้ว จึงนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงกันสูง

ลักษณะทั่วไป[แก้]
นกขุนทองมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 29 เซนติเมตร ลำตัวป้อมสีดำ หางสั้น ปีกแหลมยาว เท้าแข็งแรง มีเหนียง คือ แผ่นหนังสีเหลืองอมส้มคลุมทั่วท้ายทอยและเหนียงสีเหลืองแดงสดใต้ตา ขนสีดำเหลือบเขียว มีเงาสีม่วงบริเวนหัวและคอ มีสีขาวแซมใต้ปีก ปากสีแดงส้ม ขาสีเหลืองสด ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน

การกระจายพันธุ์และถิ่นอาศัย[แก้]
ถิ่นแพร่พันธุ์หลักของนกขุนทองพบได้ในบริเวณโคนเทือกเขาหิมาลัย ใกล้เขตแดนอินเดีย, เนปาล และภูฏาน แต่พบได้ในศรีลังกา, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, สุมาตรา, อินโดนีเซีย และบอร์เนียว และถูกนำเข้าไปสหรัฐอเมริกาด้วย

นกขุนทองชอบอาศัยอยู่ในป่าที่มีความชื้น ที่ระดับความสูง 0-2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในประเทศไทยจะพบทุกภาคยกเว้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ในประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย คือ G. r. intermedia ที่พบในพื้นที่ภาคเหนือ และ G. r. religiosa ที่ตัวใหญ่กว่าชนิดแรก พบในพื้นที่ภาคใต้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "นกขุนทองควาย"[2]

พฤติกรรม[แก้]
ชอบร้องเวลาเช้าตรู่และพลบค่ำ ร้องเป็นเสียหวีดสูงตามด้วยเสียงอื่น ๆ เคลื่อนไหวบนกิ่งโดยเน้นการกระโดดข้างแทนการเดินต่างจากนกเอี้ยงทั่วไป นกขุนทองเป็นนกที่รักความสะอาดเพราะ มักชอบอาบน้ำ ไซร้ขนหรือตกแต่งขนอยู่ตลอดเวลา ชอบทำรังอยู่บริเวณโพรงไม้เก่า ๆ สูงระหว่าง 3-5 เมตร อาศัยอยู่เป็นกลุ่มประมาณ 6 ตัวขึ้นไป วางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง[3] นกขุนทองกินทุกอย่างทั้งพืชและสัตว์ เช่นผลไม้, ลูกไม้, น้ำดอกไม้ และแมลงต่าง ๆ

นกขุนทองนั้นมีชื่อเสียงเรื่องเสียงร้องหลากหลายชนิด ทั้งหวีด กรีดร้อง กลั้ว ร้องเป็นทำนอง รวมถึงเลียนแบบเสียงมนุษย์ ซึ่งทำได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย นกหนึ่งตัวจะมีเสียงร้องตั้งแต่ 3 ถึง 13 แบบ มีการเลียนแบบเสียงร้องกันโดยเฉพาะในเพศเดียวกัน แต่รัศมีในการเรียนรู้นี้ส่วนใหญ่น้อยกว่า 15 กิโลเมตรลงไป มีความเข้าใจผิดทั่วไปว่านกขุนทองนั้นชอบเลียนแบบเสียงร้องนกพันธุ์อื่น ๆ แต่ที่จริงแล้วพฤติกรรมนี้ไม่มีโดยธรรมชาติ แต่เฉพาะในสัตว์เลี้ยงเท่านั้น

สถานะภาพ[แก้]
ในประเทศไทย นกขุนทองจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

ปลาม้าลาย

ปลาม้าลาย (อังกฤษ: Zebra danio, Zebrafish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Danio rerio) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง จำพวกปลาซิว ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae)

มีลำตัวเรียวยาว มีสีที่ลำตัวเป็นสีเหลือบน้ำเงิน สลับด้วยสีเขียวมะกอกดำจำนวน 3 เส้น เป็นแนวยาวตลอดลำตัวจนถึงส่วนหางทำให้มองเห็นลักษณะลวดลายคล้ายม้าลาย อันเป็นลักษณะเด่น อันเป็นที่มาของชื่อเรียก บริเวณใต้ปากมีหนวดอยู่จำนวน 2 เส้น

มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 5 เซนติเมตร

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดียทางทิศตะวันออก มีพฤติกรรมอยู่รวมตัวกันเป็นฝูง ว่ายหากินและอาศัยอยู่บริเวณผิวน้ำ มีความว่องไว ปราดเปรียวมาก มักจะว่ายน้ำอยู่ตลอดเวลา ตัวเมียมีลำตัวป้อมและสั้นกว่าตัวผู้

เป็นปลาที่สวยงามชนิดหนึ่ง จึงนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โดยเฉพาะในตู้ไม้น้ำเช่นเดียวกับปลาซิวชนิดอื่น ๆ มีการเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว โดยไข่ใช้เวลาฟักเป็นตัวประมาณ 2-3 วัน ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์อย่างหลากหลาย มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีเครื่องครีบยาวกว่าปกติ และมีการศึกษาด้านพันธุกรรมของปลา จนสามารถผลิตออกมาเป็นปลาเรืองแสงได้ โดยใช้เป็นต้นแบบในการศึกษาพัฒนาการของตัวอ่อนสัตว์มีกระดูกสันหลังและลักษณะต่าง ๆ อีกทั้งยังใช้เป็นดัชนีชี้วัดมลพิษต่าง ๆ ในแหล่งน้ำอีกด้วย